กวดวิชาเตรียมทหาร : ติวเตรียมทหาร

ฐานข้อมูลสถาบันกวดวิชาเตรียมทหาร

Archive for the ‘โรงเรียนนายเรือ’ tag

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

without comments

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นสถาบันอุดมศึกษา ในสังกัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสถาบันหลักในการผลิตนักเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อเข้ารับราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่งรองสารวัตรหรือเทียบเท่า ตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งอยู่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เรียกกันโดยทั่วไปว่า “โรงเรียนนายร้อยสามพราน” หรือ “โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน”
ประวัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
โรงเรียนนายร้อยตำรวจเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยได้ย้ายสถานที่ไปหลายครั้ง กระทั่งมีที่ตั้งล่าสุดที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมีลำดับดังนี้

สมัยที่ 1 โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร นครราชสีมา พ.ศ. 2444 – พ.ศ. 2447
สมัยที่ 2 โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2477 – พ.ศ. 2458
สมัยที่ 3 โรงเรียนนายหมวด คลองไผ่สิงโต กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2458 – พ.ศ. 2464
สมัยที่ 4 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2464 – พ.ศ. 2476
สมัยที่ 5 โรงเรียนนายร้อยทหารบก (ยศ.) กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2476 – พ.ศ. 2489
สมัยที่ 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปทุมวัน กรุงเทพ พ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2498
สมัยที่ 7 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน พ.ศ. 2498 – ปัจจุบัน
เมื่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ย้ายมาอยู่ที่ ปทุมวัน เป็นการชั่วคราวตามสถานการณ์ซึ่งสมัยนั้น ได้ชื่อว่า เป็นสมัยที่ โรงเรียนต้องระหกระเหิน ทั้งนี้เป็นคำกล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ ของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยพลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งได้กล่าว ในพิธีมอบกระบี่ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจปทุมวัน รุ่นที่ 1 ซึ่งเรียนต่อมา จากโรงเรียนนายร้อยทหารบก รุ่นที่ 9 นั่นเอง ทั้งนี้เพราะนักเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีสถานที่เรียนโดยเฉพาะ และขาดอุปกรณ์การเรียน เป็นอย่างมาก กรมตำรวจได้พิจารณา ตามสภาพที่เป็นความจริงว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ คือ พลัง เป็นเรือนร่าง และสมอง ของกรมตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ต้องออกไปรับใช้ชาติบ้านเมือง ในอนาคตซึ่งกรมตำรวจ จะขาดเสียไม่ได้ กรมตำรวจ ได้เพียงพยายามที่จะดำเนินการ หาสถานที่เรียนให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง และสถิตสถาพรยั่งยืนต่อไป หลังจากที่มีเหตุการณ์จำเป็น เปลี่ยนแปลงสถานที่ ตั้ง 6 – 7 ครั้ง จนกระทั่ง ปี พ.ศ.2495 สมัยท่าน พลตำรวจเอก เผ่าศรียานนท์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ท่านได้ริเริ่มดำเนินการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งใหม่ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งมีเนื้อที่ 580 ไร่ ได้ก่อสร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้เป็นสถานที่ ศึกษาอบรม อันมั่นคงถาวรตลอดไป
วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2497 เวลา 08.00 น. นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 9, 10 และ 11 ในเครื่องแบบชุดฝึกภาคสนามได้เดินทางโดย ขบวนรถยนต์ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่สนามกีฬา ไปตามถนนเพชรเกษม ในการเคลื่อนย้ายนี้ ได้เชิญธงชัยเฉลิมพล พร้อมกับขบวนด้วย ถึงอำเภอสามพราน เวลา 10.30 น. จากนั้น แต่ละกองร้อยก็แยกกันประจำที่พัก จึงนับว่า เป็นการเริ่มเข้ามา อยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งใหม่ ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาล เป็นอดีตภาค 2499 พรรษา ปัจจุบันสมัยจันทรคตินิยม ปลวังคสมพัตสร กิตติกมาส ศุกลปักษ์นวดิถี สุริยคติกาล ตุลาคมมาส เตรสีสรุทิน สริวาร โดยกาลบริเฉท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่ง ถึงโรงเรียนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในงานพระราชทานพิธี เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อเสด็จประทับเหนือพระบรมราชอาสน์ บนพระบรมแท่น ชุมสายแก้ว ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ประมุขรัฐบาล กราบบังคมทูล พระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ตามที่รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิจารณาลงมติ ให้สร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แห่งนี้ขึ้น โดยเห็นว่า การตำรวจเป็นภารกิจสำคัญ ของรัฐบาลส่วนหนึ่งซึ่งจำต้องมีโรงเรียนสอนวิชาตำรวจ แก่บรรดาผู้เข้ารับการศึกษาให้เป็นผู้มีความรู้ ทรงไว้ซึ่งวิทยาการ สำหรับระงับทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาราษฎร เป็นการพิทักษ์รักษาสันติ ให้เกิดขึ้น ทั่วพระราชอาณาจักร เมื่อประชาราษฎร ร่มเย็นเป็นสุข เพราะมีสันติแล้ว ก็เป็นผลดี แก่การประกอบสัมมาอาชีวะ ส่งผลให้ ประเทศชาติ ก้าวหน้าไปสู่ ความเจริญเยี่ยง นานาอารยประเทศ ก็แหละศุภมงคลวาร อันเป็นมหามหุติฤกษ์นี้ ขอพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อสถิตสถาพรตลอดกาล
ณ เวลา 14.58 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานกระแสพระราชดำรัส เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ว่า “โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นหลักสำคัญ สำหรับบ้านเมืองเพราะประชาราษฎรจักได้อาศัยเป็นที่พึ่ง ในยามมีทุกข์ร้อน ก็แหละบุคคลที่จะให้ผู้อื่น เข้าพึ่งอาศัยได้นั้น จำเป็นต้อง เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษามีวิชาการ และเป็นผู้ที่มีศีลธรรมอันดี ทุกประการ การที่รัฐบาลของข้าพเจ้า ได้จัดสร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจขึ้น จึงเป็นการบำเพ็ญกรณียกิจ ที่ควรชมเชย และขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัยอันประเสริฐ จงดลบันดาลให้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งนี้ สถิตสถาพร เป็นสง่าแก่ประเทศชาติ และเป็นสถาบันสำคัญสำหรับให้การศึกษาวิชาการตำรวจแก่บรรดาผู้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้โดยทั่วกันเทอญ”
การศึกษาของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่รุ่น 1 – 9 หลักสูตรการเรียน 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้รับประกาศนียบัตร ออกไปรับราชการ เป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต่อมาในปี พ.ศ.2499 โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ โดยเพิ่มหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาเรียน 4 ปี และได้ดำเนินการเพื่อที่จะให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับปริญญาตรี ตามหลักสูตรในมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่มีเวลาเรียน 4 ปี เท่ากัน ความเพียรพยายามได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อกรมตำรวจได้ดำเนินการเสนอ กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอคณะรัฐบาลพิจารณาเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกกฎหมายกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คือ พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ.2517 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า 1 เล่ม 91 ตอนที่ 136 วันที่ 9 สิงหาคม 2517
พระราชบัญญัติฉบับนี้ บัญญัติให้ผู้ที่สำเร็จวิชาการตำรวจจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ของกรมตำรวจ ตามที่สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจกำหนด ได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ เรียกว่า “รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต” ใชัอักษรย่อว่า รป.บ.(ตร.) สภาการศึกษามีอำนาจให้ปริญญา ตามพระราชบัญญัตินี้ แก่ผู้ที่สำเร็จวิชาการจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งมีหลักสูตรการศึกษา และวิทยฐานะเทียบเท่ากัน ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (บัญญัติไว้ในมาตรา 10) ในปี พ.ศ.2518 สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้อนุมัติปริญญา ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่รุ่นที่ 10 ซึ่งสำเร็จเมื่อปีการศึกษา 2499 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเรียน 4 ปี เป็นต้นมา ตามแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป

ข้อมูล : http://th.wikipedia.org
เวบไซท์ : http://www.pca.ac.th

โรงเรียนนายเรือ

without comments

โรงเรียนนายเรือ เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนายทหารเรือชั้นสัญญาบัตรของกองทัพเรือไทย โดยสังกัดอยู่ในกรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ นักเรียนนายเรือที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาบัตรในระดับปริญญาตรีเช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ และมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งยศนายทหารชั้นสัญญาบัตรเป็น “ว่าที่เรือตรี”

ประวัติโรงเรียนนายเรือ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาติตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์มากขึ้น โดยจุดหมายเพื่อการแสวงหาอาณานิคม ซึ่งในขณะนั้น ญวน เขมร และลาว ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนพม่าและมาเลเซีย ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ จากนั้นฝรั่งเศสก็เริ่มแผ่อิทธิพล เข้ามาในอินโดจีน กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435 เมอสิเออร์ เดอลองคส์ (M.Deloncle) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส ได้เสนอต่อรัฐสภา เร่งให้รัฐบาลฝรั่งเศส ใช้กำลังกับประเทศไทยในปัญหาเรื่องเขตแดน ซึ่งฝรั่งเศสอ้างว่าเคยเป็นของญวน และเขมร ฝรั่งเศสจึงยกกำลังทหาร เข้ามาประชิดฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และส่งเรือลูแตง (Lutin) เข้ามายังกรุงเทพมหานคร เมื่อต้นปี พ.ศ. 2438 โดยอ้างว่าเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ ของฝรั่งเศสที่มีอยู่ในไทย รัฐบาลไทยจึงจำต้องอดกลั้น ต่อความก้าวร้าวของฝรั่งเศสเสมอมา ทว่าเหตุการณ์ไม่ได้ยุติลงเพียงแค่นั้น ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน รัฐบาลฝรั่งเศสได้ขออนุญาตต่อรัฐบาลไทย ที่จะนำเรือรบอีก 2 ลำ คือเรือแองคองสตังต์ (Inconstant) และเรือโคแมต (Comete) เข้ามายังประเทศไทยรวมกับเรือลูแตง (Lutin) ที่มาประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานครแล้ว ซึ่งตรงจุดนี้ รัฐบาลไทยได้พิจารณาเห็นว่า การที่ต่างประเทศนำเรือรบของตน เข้ามาประจำอยู่ในกรุงเทพมหารนครเกิน 1 ลำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าปลอดภัย สำหรับประเทศ ฝ่ายไทยจึงตอบปฏิเสธกลับไป แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด เนื่องจากการตอบปฏิเสธไปนั้น ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้กองทัพเรือเตรียมกำลังป้องกัน การล่วงล้ำอธิปไตย ที่อาจเกิดขึ้น โดยต่อมาในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 เวลาเย็นก่อนพลบค่ำ ประเทศไทยถูกรุกรานทางทะเล จากนาวีฝรั่งเศส ด้วยการนำเรือรบแองคองสตังค์ และเรือรบโคแมต รุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อที่จะเข้ามายังกรุงเทพมหานคร โดยให้เรือสินค้าเยเบเซย์ (Jean Baptist Say) เป็นเรือนำร่อง ฝ่ายไทยได้ใช้กำลังเรือรบ และกำลังที่ประจำการที่ป้อมปากน้ำ สมุทรปราการ ในการต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจต้านทานไหว จนต้องถูกปรับ และสูญเสียดินแดนหนึ่งในสาม ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศสยาม คือ ดินแดงฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ดินแดนมณฑลบูรพา (ศรีโสภณ เสียมราฐ พระตะบอง) ให้ฝรั่งเศสไป เพื่อรักษาผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ และเอกราชไว้ และในที่สุดปี พ.ศ. 2449 ฝรั่งเศสก็ได้ยอมถอนกำลังทั้งหมด อกไปจากเขตแดนประเทศไทย ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้สร้างบทเรียนอันมีค่าให้แก่ไทยว่า “การที่มีชาวต่างชาติ มารับราชการในประเทศไทยนั้น เราจะพึ่งเขาให้ช่วยเหลือเรา ในยามคับขันไม่ได้”
จากเรื่องราวอันน่าเจ็บปวด ของคนไทยทั้งชาติในคราวนั้น เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ ในการที่จะต้องให้การศึกษาแก่คนไทย ในเรื่องการทหารเรือ เพื่อให้สามารถรับตำแหน่งต่างๆ ในเรือรบหลวง แทนชาวต่างประเทศ พระองค์ได้ทรงส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ ไปศึกษาวิชาการด้านการปกครอง การทหารบก และการทหารเรือ รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ที่ทรงไปศึกษาวิชาทหารเรือจนสำเร็จการศึกษา จากประเทศอังกฤษ เป็นพระองค์แรก
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2441 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “โรงเรียนนายทหารเรือ” โดยใช้เรือพระที่นั่งมหาจักรี และเรือหลวงมูรธาวสิทธิ์สวัสดิ์ เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว รวมทั้งเรือหลวงพาลีรั้งทวีป และเรือหลวงสุครีพครองเมือง ด้วยนักเรียนนายทหารเรือ ในระยะเริ่มแรก จะศึกษาวิชาการเรือ เลขคณิต ทหารราบ ภาษาไทย และการฝึกหัดศึกษา อย่างเดียวกับคนประจำเรือ นอกจากนี้ยังมีการ ฝึกหัดปืนใหญ่ โดยอาจารย์ที่สอน ใช้ทั้งอาจารย์ไทย และอาจารย์ชาวต่างประเทศ
ในช่วงเวลาต่อมา เมื่อจำนวนนักเรียนมากขึ้น จึงได้ย้ายโรงเรียนนายเรือ ไปตั้งอยู่ในตึกที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเดิม ที่วังนันทอุทยาน ธนบุรี โดยมีนาวาโท ไซเดอร์ลิน เป็นผู้บังคับการโรงเรียน ก่อนย้ายไปที่ พระตำหนักสุนันทาลัย ปากคลองตลาด และพระราชวังเดิม ตามลำดับ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ และพระราชทานลายพระหัตถเลขา ไว้ในสมุดเยี่ยมของโรงเรียนนายเรือ ความว่า
“วันที่ 20 พฤศจิกายน ร.ศ. 125 เราจุฬาลงกรณ์ ปร. ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจ ซึ่งได้เห็นการทหารเรือมีรากหยั่งลงแล้ว จะเป็นที่มั่นสืบไปในภายหน้า”
ในปี พ.ศ. 2454 กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้นำนักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายช่างกล ไปอวดธงที่เกาะชวา โดยเรือหลวงมกุฎราชกุมาร พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ ด้วยพระองค์เอง ใช้นักเรียนนายเรือในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในเรือ และนับเป็นครั้งแรกที่คนไทย ได้เดินเรือไปต่างประเทศได้
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระนครและธนบุรี ถูกภัยคุกคามทางอากาศ ทางการจึงได้ย้ายนักเรียนนายเรือ ไปเรียนที่สถานีทหารเรือสัตหีบ และได้สร้างโรงเรียนนายเรือแห่งใหม่ขึ้น ที่เกล็ดแกล้ว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพราะเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะ สำหรับใช้ฝึกนักเรียน แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายประการ ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2495 กองทัพเรือมีคำสั่งให้ย้ายโรงเรียนนายเรือ มาอยู่ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยสับเปลี่ยนกับโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ซึ่งย้ายไปอยู่ที่เกล็ดแกล้วแทน
วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2497 กองทัพเรือได้สั่งการให้โรงเรียนนายเรือ เปลี่ยนแนวทางการศึกษา ให้เป็นระบบแบบมหาวิทยาลัย วันที่ 10 กันยายน 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราชานุญาต สถาปนากองนักเรียนนายเรือ เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ เรียกชื่อเต็มว่า “กองนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ”
จากอดีตสู่ปัจจุบัน นับได้ว่าโรงเรียนนายเรือ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกือบ 1 ศตวรรษ โดยได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2449 เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ เมื่อปี พ.ศ. 2449 จนถึงทุกวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 90 ปีแล้ว ที่รั้วสามสมอแห่งนี้ ได้ผลิตนายทหารออกประจำการ ในกองทัพเรือมาเป็นลำดับ นับว่าเป็นสถาบันอันสำคัญยิ่ง ของราชนาวีไทย…

ข้อมูล : http://www.rtna97.com/book_history.php
เวบไซท์ : http://www.rtna.ac.th

โรงเรียนนายเรืออากาศ

without comments

โรงเรียนนายเรืออากาศ เป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของกองทัพอากาศไทย มีหน้าที่อำนวยการศึกษา ฝึกอบรม และปกครองนักเรียนนายเรืออากาศ เสนอแนะหลักสูตร และกำหนดแนวการสอน โดยมีผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ บังคับบัญชาการดำเนินการศึกษาวิชาการและการทหาร รวมทั้งการฝึกฝน ด้านทฤษฎี และปฏิบัติ โดยยึดถือตามระเบียบวินัยที่ได้ บัญญัติไว้ดำเนินการฝึกฝน ระเบียบประเพณี มารยาท จริยธรรม ความเป็นผู้นำ และพัฒนาบุคลิก ความเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ ปกครองดูแลนักเรียนนายเรืออากาศ

ประวัติโรงเรียนนายเรืออากาศ
ก่อนปี พ.ศ. 2493 กองทัพอากาศรับบุคลากรที่ผลิตจากสถาบันการศึกษาอื่นและมหาวิทยาลัยเข้าทำงานในกองทัพอากาศ ต่อมาภารกิจและกิจการของกองทัพอากาศมีมากขึ้น ประกอบกับยังไม่มีสถาบันที่จะผลิตนายทหารสัญญาบัตรของตนเอง นอกจากนี้ กองทัพ อากาศต้องการนายทหารที่มีความรู้เฉพาะสาขาวิชามากกว่าความรู้ทั่วไป จึงได้เตรียมการเริ่มตั้ง “โรงเรียนนายเรืออากาศ” เพื่อผลิตนายทหารหลักให้กับกองทัพอากาศ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดประกอบกับปัญหาบางประการจึง ทำให้การก่อตั้งโรงเรียนนายเรืออากาศต้องล่าช้าออกไปนานนับทศวรรษ

ใน พ.ศ. 2493 กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ ได้เสนอเสนาธิการทหารอากาศว่า นายทหารของกองทัพอากาศ ควรจะได้รับการ ศึกษา และการฝึกฝนตลอดระยะเวลาที่ รับราชการอยู่ในกองทัพอากาศ ในปีต่อมา เสนาธิการทหารอากาศได้มีคำสั่งให้กรมยุทธศึกษาทหารอากาศเตรียมโครงการเพื่อเปิดโรงเรียนนายเรืออากาศโดยละเอียด

โครงการจัดตั้งโรงเรียนนายเรืออากาศได้รับนโยบายและความเห็นชอบจากผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้น จึงเสนอโครงการเพื่อขอนุมัติต่อคณะรัฐบาลคณะรัฐมนตรีได้ประชุมลงมติอนุมัติ ใน พ.ศ. 2495

ข้อมูล : http://th.wikipedia.org
เวบไซท์ : http://www.rtafa.ac.th

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

without comments

สถาบันด้านการทหารของไทยที่มีอายุมามากกว่า 100 ปี (ปี พ.ศ.2551 ครบรอบ 121 ปี) มาดูประวัติกันครับ ซึ่งได้ข้อมูลมาจาก http://th.wikipedia.org

ประวัติโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า/Chulachomklao Royal Military Academy (รร.จปร./CRMA) กำเนิดขึ้นพร้อม ๆ กับกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ โดยเริ่มจากการจัดตั้งทหารมหาดเล็กเด็กที่เรียกวว่า “ทหารมหาดเล็กไล่กา” จำนวน 12 คน ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้ขยายกำลังขึ้นโดยฝึกข้าหลวงเดิมให้เป็นทหารมหาดเล็กสมทบกับพวกมหาดเล็กไล่การวม 24 คน จึงเรียกทหารในชุดนี้ว่า “ทหาร 2 โหล” และต่อมาได้เพิ่มจำนวนทหารมหาดเล็กเป็น 72 คน แต่งตั้งเป็นกองทหารมหาดเล็กสำหรับรักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด

พ.ศ. 2414 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายกองทหารมหาดเล็กออกเป็นกองร้อย เรียกว่า “กอมปานี” (Company) ถึง 6 กองร้อย จัดตั้งเป็น “กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์”

พ.ศ. 2415 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานที่สอนวิชาการและระเบียบการขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก รวมทั้งให้มีการสอนวิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย เรียกสถานศึกษาว่า “คะเด็ตทหารมหาดเล็ก” ส่วนนักเรียนเรียกว่า “คะเด็ต” (Cadet)

พ.ศ. 2423 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมทหารหน้าขึ้น (ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นกรมยุทธนาธิการ) จึงกำเนิด “คะเด็ตทหารหน้า” ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ได้เร่งปรับปรุงกิจการทหารโดยลำดับ เมื่อเจริญกว้างขวางและเป็นแบบแผนขึ้นบ้างแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาทหารสำหรับทหารบกทั่วไปขึ้น โดยให้ใช้พื้นที่บริเวณหลังพระราชวังสราญรมย์เป็นสถานที่ตั้ง (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมแผนที่ทหาร) โดยรวมคะเด็ตทหารมหาดเล็ก คะเด็ตทหารหน้า นักเรียนแผนที่ และส่วนที่เป็นทหารสก๊อตเข้าด้วยกัน ใช้ชื่อรวมว่า “คะเด็ตสกูล” สำหรับนักเรียนเรียกว่า “คะเด็ต” มีนายพันเอกนิคาล วอลเกอร์ (Nical Walger) เป็นผู้บังคับการคนแรก

5 สิงหาคม 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนคะเด็ตสกูล

14 มกราคม 2431 ได้ตราข้อบังคับขนานนามโรงเรียนคะเด็ตสกูลเสียใหม่ว่า “โรงเรียนทหารสราญรมย์”

6 ตุลาคม 2440 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองโรงเรียนนายสิบมาสมทบด้วย เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก”

25 พฤศจิกายน 2441 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนทหารบก” เปิดโอกาสให้รับบุคคลสามัญที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยได้ต่อมามีผู้สนใจเข้ารับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนนายสิบไปสังกัดกองพลทหารบกตามเดิม และ เมื่อ 26พฤษภาคม 2446 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนนายร้อยทหารบก” เปิดการสอนใน 2 แผนก คือ โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม

5 ปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าสถานที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกคับแคบไปแล้วไม่เพียงพอแก่การที่จะผลิตนักเรียนเพิ่มขึ้นทันกับความต้องการของสถานการณ์ในเวลานั้น ซึ่งขาดแคลนนายทหาร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินติดถนนราชดำเนินนอก เป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม (ส่วนโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมยังคงอยู่ ณ โรงเรียนทหารสราญรมย์เดิม) เสร็จแล้วพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนเมื่อ 26 ธันวาคม 2452

พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเพลงสยามานุสติ ให้เป็นเพลงประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก

โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมได้ดำเนินการมาด้วยดี ต่อมาเศรษฐกิจของชาติตกต่ำ กระทรวงกลาโหมจึงให้รวมโรงเรียนนายร้อยทั้งสองนี้เข้าด้วยกันเรียกชื่อว่า “โรงเรียนนายร้อยทหารบก ” อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมยุทธศึกษาทหารบก

26 มีนาคม 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาพระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยทหารบกที่จบการศึกษาชั้นสูงสุดเป็นครั้งแรก และจากนั้นเป็นต้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยที่จบการศึกษาขั้นสูงสุดทุกปี

พ.ศ. 2477 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนเทฆนิคทหารบกขึ้นในกรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อผลิตนายทหารบางเหล่าที่เป็นเหล่าสายเทคนิค

2 ธันวาคม 2485 – 14 มกราคม 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยหญิงขึ่น 1 รุ่นจำนวน 28 คนและมีรุ่นเดียว

14 เมษายน 2485 – พ.ศ. 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยสำรองขึ้น 3 รุ่น และได้เปิดหลักสูตรอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ 30 เมษายน 2499 อีก 6 รุ่น รวม 9 รุ่น

ในห้วงสงครามมหาเอเซียบูรพา ประเทศไทยได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรไมตรีกับฝ่ายญี่ปุ่น เมื่อ 21 ธันวาคม 2484 ในปี พ.ศ. 2486 ฝ่ายพันธมิตรได้ทำการโจมตีทางอากาศต่อที่หมายในกรุงเทพมหานครอย่างหนัก ทางราชการจึงคิดแผนการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่ในเขต จ.เพชรบูรณ์ ในวันที่ 10 มกราคม 2487 นักเรียนนายร้อยทุกหลักสูตรและทุกคน จึงได้ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน ไปลงที่สถานีรถไฟตะพานหิน จ.พิจิตร จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีก 112 ก.ม. เข้าสู่หมู่บ้านป่าแดง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เปิดทำการสอนนักเรียนนายร้อยอยู่ไม่นาน พอต้นปี พ.ศ. 2488 ได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งสงครามสงบในเดือน กันยายน 2488 โรงเรียนนายร้อยจึงได้กลับมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งเดิม

พ.ศ. 2489 กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียนนายร้อย เป็นหลักสูตรการศึกษา 5 ปีตามแบบอย่างโรงเรียนนายร้อยทหารบกของสหรัฐอเมริกา

1 มกราคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนนายร้อยแทนชื่อเดิมว่า “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”

24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 มีพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ให้ได้วิทยฐานะวิทยาศาสตรบัณฑิต ใช้อักษรย่อว่า วทบ. (ทบ.)

ต่อมาโรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า ณ ถนนราชดำเนินนอกอยู่ในสภาพแออัด ด้วยมีจำนวนนักเรียนนายร้อยเพิ่มขึ้น สถานที่ฝึกศึกษา เล่นกีฬา และสถานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดสภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับการเป็นโรงเรียนนายร้อยหลักของประเทศ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำริให้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีสถานที่ตั้งแห่งใหม่ ณ บริเวณเขาชะโงก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ได้กระทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ 5 สิงหาคม 2524 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพลตรีหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะดำรงพระยศพันเอก ได้เสด็จฯ มากระทำพิธี

30 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ข้าราชการ ลูกจ้าง นักเรียนนายร้อย พร้อมด้วยศิษย์เก่า ได้พร้อมใจกันเดินเท้าออกจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าสถานที่ตั้งเดิมเข้าสู่สถานที่ตั้งแห่งใหม่ โดยมีพลตรีหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานในการนำกำลังพลเข้าสู่สถานที่ตั้งแห่งใหม่ด้วยความเรียบร้อยพร้อมเพรียงกัน

5 สิงหาคม พ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ถือเป็นการเปิดโรงเรียนนายร้อยแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ และได้ดำเนินการสอนมาจนถึงปัจจุบัน

เวบไซท์ : http://www.crma.ac.th

ข้อมูลโรงเรียนเตรียมทหาร

without comments

โรงเรียนเตรียมทหาร/Armed Forces Academies Preparatory School (รร.ตท. / AFAPS) เป็นสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด และเป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เป็นศูนย์รวมเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้ที่ศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร เรียกว่า นักเรียนเตรียมทหาร (นตท.)

การรับสมัครบุคคลพลเรือนเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารนั้น โรงเรียนเตรียมทหารมิได้เป็นผู้ดำเนินการสอบคัดเลือกนักเรียนเตรียมทหารด้วยตนเอง หากแต่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะเป็นผู้ดำเนินการสอบคัดเลือก โดยในแต่ละปีจะมีการกำหนดจำนวนรับนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นแต่ละเหล่าทัพจะส่งผู้ผ่านการสอบคัดเลือกมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนเตรียมทหาร เป็นเวลา 3 ปี

ภายหลังจากที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว นักเรียนเตรียมหทารเหล่านี้จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเหล่าทัพ ตามที่นักเรียนได้สมัครและผ่านการสอบคัดเลือก

เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเหล่าทัพ หรือโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว นักเรียนนายร้อยเหล่านี้ จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหาร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พร้อมทั้งเข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และทำงานรับใช้ประเทศชาติด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจ

ข้อมูล : http://th.wikipedia.org
เวบไซท์ : http://www.afaps.ac.th